เซปักตะกร้อ

กีฬาที่มีผู้เล่นที่ไม่ต้องเยอะมาก เล่นกันแบบลูกต่อลูก เตะและหวดลูกตระกร้อข้ามตาข่ายชนิดที่ว่าไม่มีใครยอมใครกันเลยทีเดียว แม้ว่าแต่จะทีมจะมีผู้เล่นเพียงทีมละ3 คนเท่านั้น แต่ว่าแต่ละคนก็แบ่งหน้าที่กันภายในสนามอย่างชัดเจนคนที่ทำหน้าที่เสิร์ฟก็ทำหน้าที่เสิร์ฟคนที่เป็นตัวโยน ตัวรับก็ทำหน้าที่รับหน้าที่ส่งของตัวเองอย่างดี และพยายามทำให้พลาดน้อยที่สุดเพื่อทำคะแนนให้กับทีมของตน

 

เซปักตะกร้อ

เกมการแข่งขันโดยปกติก็แข่งขันกัน3 เกมด้วยกัน อยู่ที่ว่าใครหรือทีมใดจะทำคะแนนได้ถึง21คะแนนก่อน ก็จะถือว่าชนะในเกมนั้นไป และก็ทำการแข่งขันกันไปเรื่อยๆโดยถือเอาผลชนะ 2 ใน3 เกม เป็นเกณฑ์ในการตัดสินว่าใครแพ้หรือชนะ ซึ่งเงินรางวัลของแต่ละรายการการแข่งขันก็แตกต่างกันออกไปแล้วแต่ว่าเจ้าภาพในการจัดการแข่งขันในตอนนั้นตั้งไว้ให้กับนักกีฬาเท่าไร ซึ่งแตกต่างจากการเล่น gclub ที่ได้ผลตอบแทนเป็นจำนวนมาก มากพอที่หลายๆคนตั้งตัวได้จากการเล่นเลยก็ว่าได้

แต่ในความทรงจำในวัยเด็กสมัยประถมตอนที่เรียนวิชาพละแล้วครูสอนให้เล่นตะกร้อเนี่ยแหละ จำได้ดีว่า วันนั้นแดดแรงจนสามารถหลอมละลายฉันให้เป็นสสารในอากาศได้เลยทีเดียว และจำได้ว่าเริ่มแรกครูสอนให้เดาะลูกตะกร้อ
ในตอนแรกสำหรับความทรงจำเกี่ยวกับกีฬาเซปักตะกร้อนั้น

โดยให้เดาะลูกตะกร้อคนละ20ลูก เรียกได้ว่าแสบข้อเท้าไปหมด เพราะตอนนั้นฉันกับเพื่อนไม่ยอมใส่รองเท้ากีฬา ใส่แค่ถุงเท้าเล่น เรียกว่าแดงเป็นแถบๆเลยทีเดียว ยังไม่จบนะ พอเดาะตะกร้อได้ตามจำนวนที่ครูสั่งแล้ว

ซึ่งกว่าจะทำได้เล่นเอาหอบแดก วิ่งเก็บลูกแทบจะทั่วสนาม จะหล่นใส่หัวเพื่อนเป็นพันๆรอบได้มั้งก่อนจะมาต่อกันที่การใช้หัวโหม่งลูกให้ข้ามตาข่ายไปหาครู เอาเถอะ ใครที่เรียนวิชาพละแล้วได้เรียนตะกร้อก็จะรู้ดีว่า วันที่ต้องโหม่งลูกนั้น หน้าผากและหัวจะระบมแค่ไหน เรียกได้ว่ากลับบ้านกันแต่ละที แม่มีคำถามให้ต้องตอบตลอดว่า หัวแกไปโดนอะไรมา ซึ่งมันคือความทรงจำที่เจ็บปวดที่สุดของฉันเลยจริงๆ